ประวัติ
ศาสตราจารย์
ดร.วิภาต บุญศรี
วังซ้าย ม.ว.ม. อดีตอธิการบดี
สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้
ศาสตราจารย์
ดร.วิภาต บุญศรี
วังซ้าย เกิดเมื่อวันที่
12 มีนาคม 2459 ที่บ้านสันกลาง
ต.ในเวียง อ.เมือง
จ.แพร่ เป็นบุตรคนที่
7 ของนายบุญมา
และนางบัวเกี๋ยง
วังซ้าย
ต้นตระกูลของ
ศ.ดร.วิภาต คือทวดนั้นมาจากเชียงแสน
ชื่อ พระยาหัวเวียงแก้ว
และบรรดาลูกชาย ซึ่งมีศักดิ์เป็นปู่ของท่าน
ศ.ดร.วิภาต นั้นก็คือ
เจ้ามหาจักร์
เจ้ามหาชัย
เจ้ามหาเทพ
เจ้ามหาพรหม
ทั้งหมดที่เอ่ยชื่อดังกล่าวถือเป็น
ต้นตระกูล "วังซ้าย"
เจ้ามหาจักร์นั้นสมรสกับธิดาของเจ้าวังซ้าย
อันเป็นศักดินาเทียบวังซ้าย
วังขวา แบบวังหน้าวังหลังเมื่อเจ้าวังซ้ายทิวงคตในเวลาต่อมา
เจ้ามหาจักร์ก็ได้รับการแต่งตั้งให้รับบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าวังซ้ายจากเจ้าหลวง เมืองแพร่
ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติใช้นามสกุลขึ้น
ท่านจึงใช้ "วังซ้าย"
เป็นนามสกุลสืบต่อมา ส่วนเจ้าคุณปู่โดยตรงของท่าน
ศ.ดร.วิภาต คือเจ้ามหาชัย
นั้นมีบุตรชื่อ
บุญมา วังซ้าย
คือ บิดาของท่าน
ดร.วิภาต นั่นเอง
ศ.ดร.วิภาต มีพี่น้องรวม
8 คน ดังนี้คือ
1. นายคำปัน
วังซ้าย
(ภายหลังเปลี่ยนสกุลเป็น
"ชยันตราคาม")
2. นางคำป้อ
วังซ้าย
(ใช้นามสกุลสามีเป็น
"อินทราวุธ")
3. นางคำป่าย
วังซ้าย
(เปลี่ยนชื่อภายหลังเป็น
"โสภา")
4. นางสมนา
วังซ้าย
(ใช้นามสกุลสามีเป็น
"ไพชยนต์")
5. นางไฮ;แก้ว
วังซ้าย
(ใช้นามสกุลสามีเป็น
"อนันตจิตร")
6. นางบุญปั๋น
วังซ้าย
(ใช้นามสกุลสามีเป็น
"ทิพย์วิชัย")
7. นายบุญศรี
วังซ้าย
(ภายหลังเพิ่มชื่อเป็น
วิภาต บุญศรี
วังซ้าย)
8. นางบัวเขียว
วังซ้าย
(ใช้นามสกุลสามีเป็น
"โกศัยเสวี"
และชื่อใหม่เป็น
"อรพรรณ")
ปัจจุบันพี่น้องทั้งหมถึงแก่กรรมไปเจ็ดคน
เหลือนางบุญปั๋น
ทิพย์วิชัย
พี่สาวคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่
ชีวิตเมื่อเยาว์วัยนั้น
ท่านเริ่มเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดหลวง
อ.เมือง จ.แพร่ ส่วนชั้นมัธยมศึกษานั้นเรียนที่โรงเรียนพิริยาลัย
จ.แพร่
เนื่องจากครอบครัวท่านเป็นผู้ที่ฐานะดี
ประกอบกับท่านเองก็เรียนหนังสือเก่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เมื่อจบการศึกษาชั้นมัธยม
6 จากแพร่ ท่านจึงเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่
และเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
เมื่อ พ.ศ.2476 ท่านเรียนอยู่ที่โรงเรียนยุพราชได้เพียงปีเดียว
ก็ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมที่แม่โจ
้ท่านจึงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมแมโจ้เป็นรุ่นแรก
เมื่อปี พ.ศ.2477 ซึ่งถือเป็นรุ่นบุกเบิกและสร้างแม่โจ้
เมื่อเรียนจบจากแม่โจ้
พ.ศ. 2478 ได้เข้าบรรจุทำงานเป็นพนักงานยางที่หาดใหญ่
จ.สงขลา หนึ่งปี
ปีถัดมารัฐบาลได้ประกาศให้มีการสอบชิงทุนหลวงไปศึกษาต่อต่างประเทศ
การสอบสัมภาษณ์ชิงทุนการศึกษาต่อต่างประเทศสมัยนั้น
โอกาสที่นักเรียนเกษตร
หรือผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดมักจะมีโอกาสแข่งขันกับผู้เรียนจบจากโรงเรียนในกรุงเทพไม่ได้
แต่เนื่องจากท่าน ศ.ดร.วิภาต
เป็นผู้มีอัธยาศัยดีชอบพบปะ
พูดคุยคบค้ากับผู้อื่นเป็นประจำทำให้มีโอกาสได้ฝึกการพูด
การฟังภาษาอังกฤษจากชาวต่างประเทศที่ทำงานด้วยกัน
จึงทำให้ท่านมีความสามารถในการพูด
การฟังภาษาอังกฤษได้อย่างแตกฉาน
ในระหว่างทำงานอยู่ภาคใต้
ท่านสามารถสอบชิงทุนหลวงไปเรียนต่อต่างประเทศได้อย่างง่ายดาย
แต่เนื่องจากระหว่างนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่
2 ทางรัฐบาลจึงให้ท่านเลือกเรียนเฉพาะประเทศในเอเซียเท่านั้น
คือ ญี่ปุ่น
หรือ ฟิลิปปินส์
ท่านเล่าให้ฟังอยู่
ท่านเลือกไปฟิลิปปินส์
เพราะเห็นว่าระบบการศึกษาใช้ภาษาอังกฤษ
ถ้าไปเรียนญี่ปุ่นท่านจะต้องไปเริ่มหัดเรียนญี่ปุ่นใหม่
จึงไม่เลือก
ซึ่งท่านเคยพูดเสมอๆ
ในเวลาต่อมาว่าน่าจะเลือกเรียนที่ญี่ปุ่นจึงจะได้ประโยชน์ยิ่ง
ท่านศึกษาในมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์
เมืองลอสบานโยส
(UPLB) สาขาเศรษฐศาสตร์
จนจบปริญญาตรีการศึกษาเป็นที่พอใจยิ่ง
เมื่อสำเร็จการศึกษาจากลอสบานโยสแล้ว
ก็เดินทางด้วยเรือกลับประเทศไทย
เมือพ.ศ. 2484 และกลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่แม่โจ้
โดยรับตำแหน่งเป็นอาจารย์โดยรับตำแหน่ง
เป็นอาจารย์ผู้ปกครอง
เนื่องจากท่านเป็นคนรักชอบชีวิต
และสนใจด้านการเมืองมาตลอด
อีกทั้งมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงมองเห็นหน่วยก้านท่านว่าน่าจะสมัครลงเล่นการเมืองมากกว่า
เพราะมีทั้งความรู้ ชาติตระกูลและความสัมพันธ์กับผู้คนทั่วไปเป็นอย่างดี
พ.ศ.2489 ท่านจึงลงสมัครแข่งขันเป็นผู้แทนราษฎร
ครั้งที่ 2 (ครั้งแรกไม่ได้รับการเลือก)ได้สำเร็จ
ชีวิตการเมือง
และการได้เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ยุคนั้น
ทำให้มีพรรคการเมืองต่าง
ๆทาบทามท่านไปรวมพรรค
และดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
และร่วมก่อตั้งพรรคกสิกรขึ้นเป็นครั้งแรก
อย่างไรก็ตาม
พอปี 2491 มรสุมทางการเมืองทำให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
ท่านลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งหลังสุดใหม่
แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
จึงได้อำลาชีวิตการเมืองไปทำไร่ส่วนตัวอยู่ที่
อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
โดยเป็นเกษตรกรเต็มตัว
เพื่อผลิตผักส่งตลาดกรุงเทพฯ
ชีวิตการทำไร่
และปลูกผักส่งตลาดกรุงเทพฯ
นั้นท่านเล่าว่าได้ทำให้ท่านเกิดประสบการณ์และเป็นเกษตรกรเต็มตัวถึง
8 ปีเต็ม
พอถึง ปี พ.ศ. 2497
หลวงปราโมทย์
จรรยาวิภาต
ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอาชีวศึกษาขณะนั้น
ขอร้องให้ท่านไปช่วยแม่โจ้
เพราะเป็นช่วงที่ขาดผู้บริหารโรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้
เพราะเสียดายวิชาความรู้
ความสามารถ
อยากให้ไปช่วยปรับปรุงแม่โจ้
ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ใหญ่ชั้นเอกของโรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้
ซึ่งถือว่าเป็นข้าราชการที่มียศสูงของจังหวัดเชียงใหม่
ถึดจากเป็นข้าราชการจังหวัดทีเดียวและอยู่ปกครองแม่โจ้จนวาระสุดท้ายของชีวิต
ศ.ดร.วิภาต สมรสกับนางสมจินต์
ตุงคพลิน มีบุตรธิดา
ดังนี้คือ
1. นายไพศาล
วังซ้าย
2. นางพัชรินทร์
สุกันศีล
3. น.ส.ปริศนา
วังซ้าย
4. นายปรัชญา
วังซ้าย
สรุปประวัติการศึกษาและการรับราชการ
ประวัติการศึกษา
พ.ศ. 2475 สอบไล่ได้มัธยมปีที่
6 จากโรงเรียนประจำจังหวัดแพร่
"พิริยาลัย"
พ.ศ. 2477 สอบไล่ได้มัธยมปีที่
8 จากโรงเรียนประจำจังหวัดเชียงใหม่
"ยุพราชวิทยาลัย"
พ.ศ. 2478 สอบไส่ได้ประโยคครูกสิกรรมจากโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมแม่โจ้
จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2479 สอบชิงทุนรัฐบาลได้ในนามของกรมเกษตรและการประมงไปเรียนวิชาเกษตร
ณ ประเทศฟิลิปปินส์
พ.ศ. 2484 สอบได้ปริญญาตรี
B.Sc. Agri. จากมหาวิทยาลัยแห่งประเทศฟิลิปปินส์
ณ ลอสบานโยน (UPLB)
พ.ศ. 2502 สอบไล่ได้ปริญญาโท
M.S. in Agriculture จากมหาวิทยาลัย
Oklahoma State University, Okla U.S.A
ประวัติการรับราชการ
พ.ศ. 2479 พนักงานเกษตรกรรมผู้ช่วย
ชั้น 2 แผนกยาง กองขยายการกสิกรรม
กรมเกษตรและการประมง
พ.ศ. 2485 นักเกษตรโท
เตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
กรมเกษตรและการประมง แม่โจ้ เชียงใหม่
พ.ศ. 2487 อาจารย์โท
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์
กรมเกษตรและการประมง
พ.ศ. 2489 ได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่
ลาออกราชการเพื่อรับหน้าที่ผู้แทนราษฎรได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการ
รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์
พ.ศ. 2497 กลับเข้ารับราชการ
เป็นอาจารย์เอก
ตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้
กองโรงเรียน
กรมอาชีวศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ
พ.ศ. 2499 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่
แม่โจ้
พ.ศ. 2508 เป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยชั้นพิเศษวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่
แม่โจ้
พ.ศ. 2518 - 2522 ได้รับตำแหน่งอธิการบดี
สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้เชียงใหม่
(สมัยที่ 1)
พ.ศ. 2520 ครบเกษียณอายุราชการ
พ.ศ. 2522 ได้รับตำแหน่งอธิการบดี
สถาบันเทคโนโลยีการเกษตร
แม่โจ้ เชียงใหม่ (สมัยที่ 2)